วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

11 ประโยชน์ของวิตามินอี (Vitamin E)...

11 ประโยชน์ของวิตามินอี (Vitamin E)...

ที่คนอยากสวยต้องรู้

ประโยชน์ของวิตามินอี
วิตามินที่เรารู้จักกันมีอยู่มากมายหลายชนิด แล้ววิตามินอีล่ะ? เป็นวิตามินที่คุณรู้จักดีพอแล้วหรือยัง? โดยสรรพคุณของวิตามินอีนั้นมีมากมาย ซึ่งคุณอาจจะยังไม่รู้ อีกทั้งวิตามินอีไม่ได้มีประโยชน์ต่อผิวพรรณของเราเท่านั้น แต่วิตามินอียังมีส่วนช่วยการทำงานของร่างกายคนเราให้มีสภาพการทำงานที่ดีได้อีกด้วย รวมถึงวิตามินอีมีบทบาทสำคัญในวงการเสริมความงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แล้วคุณล่ะอยากสวยหรือเปล่า? ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลยว่าประโยชน์ของวิตามินอี (Vitamin E) จะช่วยให้ผิวของคุณสวย ใส เนียนนุ่ม อย่างไรบ้าง?

11 คุณประโยชน์ของวิตามินอี

1.วิตามินอีช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์  นี่เป็นหนึ่งในสรรพคุณหลักของวิตามินอีเลยก็ว่าได้ เพราะในวงการแพทย์เสริมความงาม ส่วนใหญ่จะใช้วิตามินอีเข้ามาช่วยในการรักษาสภาพการทำงานของเซลล์ผิวหนัง ซึ่งคนที่ไปหาหมอเพื่อรักษาสภาพผิวหน้า หรือรักษาสิวนั้น คุณหมอจะให้ยากลุ่มวิตามินอี มาให้กับคุณเพื่อใช้ทาบริเวณที่เกิดสิว บรรเทารอยสิว และลดการเกิดสิว รวมถึงวิตามินอียังช่วยให้เซลล์ในร่างกายของเราไม่เสื่อมสภาพการทำงานไปง่ายๆ ทำให้เรายังดูหนุ่มสาว ไม่แก่ง่ายนั่นเอง
2. วิตามินอีช่วยป้องกันภาวะแท้งของหญิงตั้งครรภ์  สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์คุณหมออาจจ่ายยากลุ่มวิตามินอีมาให้ทานควบคู่ด้วย นั่นเป็นเพราะบางคนที่ตั้งท้อง มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ อาจมีผลกระทบต่อลูกในท้องจนทำให้แท้งได้ ดังนั้นคุณหมอมักแนะนำให้ทานวิตามินอีเยอะๆ เพื่อรักษาสภาพการตั้งครรภ์ให้ทั้งคุณแม่และคุณลูก ให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
3. วิตามินอีช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์  สำหรับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือคนที่ขี้หลงขี้ลืมบ่อยๆ คนเหล่านี้ไม่ได้ขาดแค่โอเมก้า3 เท่านั้น แต่ยังขาดสารอาหารจำพวกวิตามินอีอีกด้วย เพราะสารอาหารต่างๆ นั้นจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ถ้าหากว่าขาดสารอาหารไปตัวใดตัวหนึ่งก็อาจจะทำให้ร่างกายไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่นั่นเอง จากการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินอี 1,300 IU ต่อวัน อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีจะช่วยชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมจากการอุดตันของเส้นเลือดในสมองได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ก็ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และอย่าลืมทานวิตามินอีด้วยล่ะ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ของวิตามินอีที่มองข้ามไม่ได้เลยค่ะ
4. วิตามินอีช่วยบรรเทาตะคริว เหน็บชาได้   อย่างที่เรารู้กันว่าคนที่เป็นตะคริวหรือว่าเหน็ชาง่ายนั้น ควรทานข้าวซ้อมมือ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคนที่มีอาการเหน็บชาเหล่านี้ควรทานสารอาหารที่มีวิตามินอีด้วยเช่นกัน เพราะวิตามินอีเป็นตัวช่วยในการบรรเทาอาการของตะคริวให้ดีขึ้นกว่าเดิม แล้วคุณก็จะได้ไม่ต้องทรมานจากการเป็นตะคริวหรือเหน็บชานานจนเกินไป
5. วิตามินอีช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม  วิตามินอีมีสรรพคุณช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม และไม่ใช่แค่เซลล์มะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่รวมถึงเซลล์มะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้แล้ววิตามินอียังช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีได้อีกด้วย อันเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์มะเร็ง
6. วิตามินอีจะทำงานร่วมกับวิตามินเอเพื่อป้องกันปอดจากมลพิษ คนที่ต้องทำงานอยู่ท่ามกลางมลพิษทางอากาศ เช่น คนกวาดถนน คนซ่อมท่อไอเสียรถยนต์ หรือแม้แต่คนที่ขายของอยู่ตามริมถนน ล้วนมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับปอดได้มากกว่าคนที่ทำงานอยู่ในห้องแอร์ หรือในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ปลอดมลพิษ  คนที่มีความเสี่ยงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทานวิตามินเอ และวิตามินอีควบคู่กันเป็นประจำ เพื่อป้องกันตนเองจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับปอด
7. วิตามินอีช่วยป้องกันการเกิดแผลหนานูน เป็นสะเก็ดได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณหมอด้านความสวยงามนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาวิตามินอีให้มารักษาแผลที่เกิดจากสิว และร่องรอยของแผลต่างๆ เราจะเห็นว่าเมื่อไหร่ที่คุณเป็นแผล ไม่ว่าจะเกิดด้วยสาเหตุใดก็ตาม คุณมีสิทธิ์ที่จะมีแผลที่นูน ทำให้ผิวไม่เรียบเนียนได้ ซึ่งวิตามินอีนี่แหละจะช่วยให้บาดแผลของคุณไม่เกิดความนูนขึ้นมา จนทำให้คุณมีผิวที่ดูไม่ดีได้
8. วิตามินอีช่วยป้องกันปอดติดเชื้อจากมลพิษทางอากาศ โดยวิตามินอีทำงานร่วมกับวิตามินเอ
9. วิตามินอีช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย
10. วิตามินอีช่วยลดความดันโลหิต
11. วิตามินอีมีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้

อาหารอะไรที่มีวิตามินอี?

เราสามารถบอกได้เลยว่าวิตามินอีนั้นอยู่ในอาหารที่เราทานกันอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น ไข่ มะเขือเทศสด ถั่วลิสง หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง ผักโขม เมล็ดอัลมอนด์ โดยเฉพาะผลไม้ที่เราหาซื้อได้ตามตลาดนั่นก้คือ มะม่วง ข้าวโพด และผักผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท ซึ่งเป็นแหล่งที่มีวิตามินอีเป็นจำนวนมาก รวมถึงในน้ำมันพืชชนิดต่างๆ ที่เราใช้ในการทอดหรือปรุงอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน อีกด้วย
อาหารที่มีวิตามินอี

ใช้วิตามินอีทาหน้าได้ด้วยเหรอ?

สถาบันโรคผิวหนังหลายแห้งต่างมีผลการวิจัยยืนยันว่าวิตามินอีช่วยป้องกันผิวจากการไหม้เกรียมจากแสงแดด ริ้วรอยเหี่ยวย่น และรอยแผลได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือ การการนำวิตามินอีมาทาที่ผิวโดยตรง ทั้งนี้เนื่องเมื่อบนผิวหนังเกิดการอักเสบ เกิดแผล หรือแม้แต่ ถูกแสงแดดเผาไหม้ เป็นผลทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระ วิตามินอีจึงทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำดูดซับสารอนุมูลอิสระก่อนที่ผ่านไปทำร้าย ทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ดังนั้นวิตามินอีจึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ ช่วยเซลล์ผิวให้แข็งแรงขึ้น ช่วยให้ทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในแสงแดดได้ดีขึ้น จึงทำให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางนิยมนำประโยชน์ และสรรพคุณของวิตามินอีมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์

วิตามินอี รักษารอยดำจากสิวได้ยังไง?

เมื่อไหร่ที่เราเป็นสิวควรต้องระวังอย่าให้สิวทิ้งรอยแดงจนกลายเป็นรอยดำ เพราะรอยดำเป็นร่องรอยที่เกิดจากสิวที่ใช้ระยะเวลาในการรักษานานมากที่สุด ซึ่งสรรพคุณของวิตามินอีมีส่วนช่วยในการรักษารอยดำจากสิวได้เหมือนกัน นั่นเป็นเพราะว่าวิตามินอีสามารถฟื้นฟูความชุ่มชื้นให้กับผิวของเรา ทำให้เซลล์ผิวบริเวณนั้นๆ กลับมาชุ่มชื้น อีกทั้งผลัดเซลล์ผิวเก่าหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป และเมื่อเกิดเซลล์ผิวใหม่ก็จะทำให้รอยดำจากสิวนั้นค่อยๆ หายไปนั่นเอง ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินอีสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยเป็นกลุ่ม วิตามิน อี ครีม ที่เภสัชกรต่างรู้จักเป็นอย่างดี
รู้ถึงสรรพคุณและประโยชน์ของวิตามินอีกันไปแล้ว...เห็นไหมล่ะว่า วิตามินอีนี่แหละ ที่เป็นตัวช่วยเรื่องความสวยความงามของหญิงสาว รวมถึงคนที่อยากมีผิวสวยได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณรู้สรรพคุณเลิศๆ ของวิตามินอีแล้วล่ะก็ คุณก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องสำอางแพงๆ เพื่อมาปกปิดริ้วรอย รอยดำ รอยประวัติศาสตร์ของผิวแล้วค่ะ


Puritan’s Pride Vitamin E-400 iu 100% Natural / 100 Softgels


Puritan’s Pride Vitamin E-400 iu 100% Natural เป็นวิตามินอีในสูตรนี้มาจากธรรมชาติ 100% ปลอดภัยสูง รับประทานง่ายในรูปซอฟเจล   จะมี ประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มระดับเอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดีสมิวเทส (SOD) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มี ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง รวมถึงโรคมะ เร็งอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และความชรา

 

คุณประโยชน์ของ  Puritan’s Pride Vitamin E-400 iu 100% Natural  ต่อร่างกายมีดังนี้


  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย โดยการชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์อันเกินจาก ปฏิกิริยา ออกซิเดชัน
  • ป้องกันการเกิดออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
  • เพิ่มการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย
  • ปกป้องปอดจากมลพิษทางอากาศ โดยจะทำงานร่วมกับวิตามินเอ
  • ช่วยป้องกันมะเร็งหลายประเภท
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู่กับโรค ให้กับเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์
  • ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม
  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด
  • บรรเทาอาการอ่อนเพลีย
  • ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก
  • ป้องกันแผลเป็น เมื่อใช้ทาจะซึมผ่านผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว
  • เร่งให้แผลไหม้บริเวณผิวหนังหายเร็วขึ้น
  • ทำงานคล้ายเป็นยาขับปัสสาวะ
  • ช่วยลดความดันโลหิต
  • ช่วยในการป้องกันภาวะแท้ง
  • บรรเทาอาการตะคริวหรือขาตึง
  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคอัลไซเมอร์

อันตรายจากการขาดวิตามินอี
  • โรคหัวใจกำเริบ วิตามินอีมีหน้าที่ในการจับสารที่เข้ามาทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขาดวิตามินอีทำให้สารเหล่านี้เข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมันในเลือดทำให้ เนื้อเยื่อต่างๆ เสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ก่อให้เกิดก้อนเลือดและที่สุดทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบได้
  • ระบบประสาทมีปัญหา ในกรณีของคนที่ร่างกายมีปัญหาในการดูดซึมไขมันและในเด็กทารกที่ คลอดก่อนกำหนด การได้รับวิตามินอีต่ำกว่าปริมาณที่กำหนดอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบ ประสาทและเป็นโรคโลหิตจางได้ เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลาย

 Puritan’s Pride Vitamin E-400 iu 100% Natural


Puritan’s Pride Vitamin E-400 iu 100% Natural is a potent antioxidant that helps fight free radicals.** Studies have shown that oxidative stress caused by free radicals may contribute to the premature aging of cells.**Puritan’s Pride Vitamin E-400 iu 100% Natural also promotes immune function and helps support cardiovascular health.** Our Vitamin E is 100% natural and comes in a convenient to use softgel. No Artificial Color, Flavor or Sweetener, No Preservatives, No Sugar, No Starch, No Milk, No Lactose, No Gluten, No Wheat, No Yeast, No Fish, Sodium Free.

Supplement Facts
Serving Size 1 Softgel
Amount Per Serving% Daily Value
Vitamin E (as d-Alpha Tocopheryl Acetate)400 IU 1,333%

Directions: For adults, take one (1) softgel daily, preferably with a meal. As a reminder, discuss the supplements and medications you take with your health care providers.

Other Ingredients: Soybean Oil, Gelatin, Glycerin.

WARNING: Pregnant or lactating women should consult a doctor before using any product. Consult doctor before use if you have, or have had, ANY HEALTH CONDITION or if you are taking ANY MEDICATIONS OR REMEDIES including OTC medications, or are planning any medical procedure. Discontinue use and consult your doctor if any adverse reactions occur, such as gastrointestinal discomfort. NOT INTENDED FOR USE BY PERSONS UNDER THE AGE OF 18. KEEP OUT OF REACH OF CHILDREN. STORE IN A DRY PLACE AND AVOID EXCESSIVE HEAT. TAMPER RESISTANT: DO NOT USE IF SEAL UNDER CAP IS BROKEN.

คำเตือน
ผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวข้างต้นไม่ใช่ ผลิตภัณฑ์ที่จัดว่าเป็นยา จึงไม่ได้มีสรรพคุณในการรักษาโรคใดๆได้  และการได้รับสารอาหารต่างๆควรได้จากการบริโภคอาหารหลักที่หลากชนิด ครบทั้ง 5 หมู่ เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ   ผลการใช้อาจให้ผลที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรเก็บไว้ในที่ร่มให้พ้นแสงแดดและความร้อน และ โปรดอ่านคำเตือนบนฉลากผลิตภัณฑ์หรือเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ก่อนใช้

สินค้าและสั่งซื้อที่ 
https://web.facebook.com/Puritansthailand/
สั่งซื้อ-สอบถาม ไอดีไลน์: @vitaminthailand

คลิกหรือสแกนสอบถามข้อมูลทางไลน์

ชวนแชท 12.00-21.00 น.
หากท่านต้องการสินค้าที่เร็วขึ้น ให้สั่งทางเวปไซต์และแจ้งชำระได้ทันที ยิงQR CODE เพื่อเพิ่ม LINE กรณีที่ท่านสั่งซื้อผ่านเวปไม่ได้สามารถสั่งซื้อผ่านไลน์ หรือไอดีไลน์ @vitaminthailand
ของแท้ จากบริษัท ส่งตรง ส่งไวถึงมือคุณ EMS

************************************

วิตามินซี กินอย่างไร กินตอนไหน จึงได้ประโยชน์สูงสุด ยี่ห้อไหนดี

วิตามินซี กินอย่างไร กินตอนไหน จึงได้ประโยชน์สูงสุด ยี่ห้อไหนดี



วิตามินซี กินอย่างไร กินตอนไหน จึงได้ประโยชน์สูงสุด ยี่ห้อไหนดี
วิตามินซี ดีอย่างไร .. หนึ่งในสารอาหารหลักที่มีความจำเป็นต่อความต้องการร่างกาย เพราะหากร่างกายขาดวิตามินซี ก็จะทำให้ป่วยเป็นหวัดได้ง่าย และยังมีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ตามมาได้ด้วย
ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับการกินวิตามินดังกล่าวอย่างเพียงพอ ซึ่งโดยปกติแล้ว ในเด็กควรได้รับวิตามินซี อย่างน้อยวันละ 30 – 50 มิลลิกรัม
ส่วนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ควรได้รับอย่างน้อยวันละ 60 – 90 มิลลิกรัม และยังสามารถกินประมาณวันละ 100 – 200 มิลลิกรัม เพิ่มได้อีกด้วย
ขณะเดียวกันนั้น ในบางรายก็อาจจำเป็นต้องกินวิตามินซีเพิ่มมากกว่าปกติ คือตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมขึ้นไป
ใครที่ต้องได้รับ  Vitamin-C มากกว่าปริมาณปกติ
วิตามินซี กินอย่างไร กินตอนไหน จึงได้ประโยชน์สูงสุด ยี่ห้อไหนดี
Credit : beautychoies.com
  1. ผู้ที่เจ็บป่วยเป็นหวัดบ่อยๆ มีอาการเลือดออกตามไรฟัน และเป็นโรคลักปิดลักเปิด แพทย์จะให้กินวิตามินซีเสริม เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
ซึ่งสามารถป้องกันได้ทั้งโรคหวัด และช่วยลดปัญหาเลือดออกตามไรฟัน รวมถึงลักปิดลักเปิดได้
2. ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ เนื่องจากสารพิษจากบุหรี่ จะเข้าไปสะสมภายในร่างกายปริมาณมาก
การกินวิตามินวันละ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัม สารพิษก็จะถูกกำจัดออกไปจากร่างกายได้มากยิ่งขึ้น
3. ผู้หญิงตั้งครรภ์ ที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินซี มากกว่าปกติ เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารก
4. ผู้ที่ต้องผ่าตัด หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัด และอยู่ในระหว่างพักฟื้นร่างกาย การกินวิตามินซีในปริมาณที่มากขึ้น จะช่วยให้บาดแผลจากการผ่าตัดหายอย่างเร็วยิ่งขึ้น

วิตามินซี กินอย่างไรให้ได้ผล?

การกินวิตามินซีให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ ควรกินพร้อมอาหาร หรือหลังอาหารจะดีที่สุด และไม่แนะนำให้กินตอนท้องว่าง
เพราะ วิตามินซี มีฤทธิ์เป็นกรด อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารขึ้นได้
อีกทั้ง การกินหลังอาหาร ร่างกายจะสามารถดูดซึมวิตามินให้ไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว
และยังช่วยให้สารอาหารต่างๆ ที่กินเข้าไปพร้อมๆ กันสามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

กินวิตามินซีตอนไหนดีที่สุด?

แท้จริงแล้ว เราสามารถ กินวิตามินซี ช่วงเวลาไหนก็ได้ ตามสะดวก แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด ก็อาจจะแบ่งกินวันละ 2 มื้อหลังอาหาร หรืออาจจะเป็นวันละ 3 มื้อหลังอาหารก็ได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่สภาพร่างกาย หรือความจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีในแต่ละคนที่แตกต่างกัน
แต่ในคนทั่วไป การแบ่งกินวิตามินซีหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว
ในช่วงเช้า ควรรับประมาณช่วงระหว่างเวลา 9 โมงเช้า ถึง 10 โมงเช้าจะดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี
และที่สำคัญ ไม่ควรรับประทานวิตามินซีก่อนนอน เพราะจะทำให้ร่างกายทำงานหนัก รบกวนการพักผ่อนในเวลากลางคืน ทำให้นอนหลับยาก พักผ่อนไม่เพียงพอ
วิตามินซี กินอย่างไร กินตอนไหน จึงได้ประโยชน์สูงสุด ยี่ห้อไหนดี
Credit : coloncancernavibor.blogspot.com

อันตรายจากการกินวิตามินซี

การกินอาหารไม่ว่าจะมากหรือน้อย ล้วนมีโทษแตกต่างกันทั้งสิ้น เช่นเดียวกันกับการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือวิตามินชนิดต่างๆ
ซึ่งหากร่างกายของคุณขาดวิตามินซี หรือได้รับวิตามินซีในปริมาณมากเกินไป ก็ย่อมก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ได้ดังนี้
ผลเสียเมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีน้อยเกินไป
หากร่างกายได้รับวิตามินน้อยเกินไป จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอ ทำให้ป่วยเป็นหวัดง่าย มีเลือดออกตามไรฟัน เป็นลักปิดลักเปิด และผิวพรรณไม่สดใสเปล่งปลั่ง
เนื่องจาก ในวิตามินซีมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยในการต่อต้านความแก่ กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินให้ผิวได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น หากร่างกายได้รับวิตามินซีเพียงพอ ก็จะทำให้ผิวพรรณสดใส ยืดหยุ่นและกระชับเต่งตึงขึ้น
ผลเสียเมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป
หากร่างกายได้รับวิตามินซีมากกว่าวันละ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัม โดยกินในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน
เช่น กระเพาะอาหารระคายเคือง จนเกิดเป็นแผล มีอาการไม่สบายท้อง ปวดมวนท้อง ท้องเสียอย่างรุนแรง โลหิตจาง และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย
วิตามินซี กินอย่างไร กินตอนไหน จึงได้ประโยชน์สูงสุด ยี่ห้อไหนดี
Credit : dailyvitsofficial.com
หากแต่ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะอาการข้างเคียงดังกล่าวพบน้อยมาก ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวิตามินที่สามารถละลายน้ำได้
จึงสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ง่าย และลดการสะสมภายในร่างกายจนก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้นั่นเอง
เพราะฉะนั้น หากร่างกายของคุณมีความจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีมากกว่าวันละ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัม แนะนำให้กินพร้อมหรือหลังอาหาร
และควรดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อให้วิตามินสามารถละลายกับน้ำ ทั้งยังสามารถขับออกจากร่างกายได้ง่าย โดยที่ไม่เกิดการสะสมในไตต่อไป


สินค้าและสั่งซื้อที่ 
สั่งซื้อ-สอบถาม ไอดีไลน์: @vitaminthailand

คลิกหรือสแกนสอบถามข้อมูลทางไลน์

ชวนแชท 12.00-21.00 น.
หากท่านต้องการสินค้าที่เร็วขึ้น ให้สั่งทางเวปไซต์และแจ้งชำระได้ทันที ยิงQR CODE เพื่อเพิ่ม LINE กรณีที่ท่านสั่งซื้อผ่านเวปไม่ได้สามารถสั่งซื้อผ่านไลน์ หรือไอดีไลน์ @vitaminthailand
ของแท้ จากบริษัท ส่งตรง ส่งไวถึงมือคุณ EMS

************************************

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ ชื่อสามัญ Tomato
มะเขือเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Lycopersicon esculentum Mill. จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ (SOLANACEAE)
มะเขือเทศคือผักหรือผลไม้ ?
คำตอบ “มะเขือเทศคือผลไม้” ซึ่งเป็นไปตามคำนิยามของหลักทางพฤกษศาสตร์ เพราะผลไม้คือส่วนของรังไข่ที่เจริญเติบโตเต็มที่ของพืชดอก ส่วนผักคือพืชที่กินได้ของพืชล้มลุก ไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ก้าน หัว หน่อ ดอก ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่ามะเขือเทศคือผักเพราะนำไปใช้ประกอบอาหารกันเป็นส่วนใหญ่ และมักคิดว่าผลไม้คือสิ่งที่ให้ความหวานนั่นเอง โดยมะเขือเทศที่นิยมรับประทานมากคือ มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศราชินี
ข้อควรรู้ ! : มะเขือเทศนั้นจัดว่าเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมรับประทานกันมากที่สุด โดยนิยมรับประทานกันมากกว่าผลไม้ยอดนิยมอันดับ 2 อย่างกล้วย มากถึง 16 ล้านตันต่อปี ส่วนผลไม้อันดับ 3 คือ แอปเปิ้ลและส้ม ตามลำดับ
มะเขือเทศ นอกจากจะเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดในโลกแล้ว ประโยชน์ของมะเขือเทศยังมีอยู่มากมาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก โดยมะเขือเทศขนาดปานกลางนั้นจะมีปริมาณของวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งลูก และมะเขือเทศหนึ่งผลมีปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายต้องการจำนวน 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว ! และยังมีสารจำพวกไลโคปีน (Lycopene) แคโรทีนอยด์ เบตาแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้น และมะเขือเทศยังจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ขับปัสสาวะ รักษาความดัน เป็นต้น
โดยน้ำมะเขือเทศที่เราคั้นเองสด ๆ จะดีกว่าน้ำมะเขือเทศขวดหรือกล่อง และไม่ควรเลือกรับประทานมะเขือเทศดิบ เพราะอาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าจะได้รับประโยชน์ และการกินมะเขือเทศในปริมาณมากก็ไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด มีงานวิจัยมะเขือเทศออกมาว่าการรับประทานมะเขือเทศให้ได้ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากเพราะจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมาก และดีต่อสุขภาพผิวอย่างเห็นได้ชัดเจน

สรรพคุณของมะเขือเทศ

  1. ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45%
  2. ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์
  3. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน
  4. ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
  5. มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ
  6. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  7. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
  8. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
  9. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
  10. ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก
  11. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราหรือเชื้อราที่ปาก
  12. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
  13. ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ
  14. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ในเพศหญิง
  15. ซอสมะเขือเทศช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังจากการหกล้มหรือถูกมีดบาดได้

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

  1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน
  2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย
  3. น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
  4. ช่วยเสริมคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
  5. มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนชวยบำรุงสายตา
  6. มะเขือเทศมีเบตาแคโรทีนและฟอสฟอรัสในปริมาณมาก
  7. มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้าหรือฝานบาง ๆ แล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
  8. ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้าหรือฝานบาง ๆ แล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
  9. มะเขือเทศใช้นำมาทำเป็นน้ำผลไม้ โดยน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือน้ํามะเขือเทศดอยคํา
  10. เป็นที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ข้าวผัด ซุป ยำต่าง ๆ เป็นต้น
  11. ซอสมะเขือเทศหมักผม ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายน้ำในสระที่มีคลอรีน
  12. ซอสมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยนำซอสมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก
  13. ซอสมะเขือเทศช่วยในการดับกลิ่นคาว เศษอาหาร กลิ่นปลาสลิดได้เหมือนกันนะ เพียงแค่เปิดฝาซอสทิ้งไว้ 1 คืนเท่านั้น

คุณค่าทางโภชนาการของมะเขือเทศสีแดงสด ต่อ 100 กรัม

  • มะเขือเทศพลังงาน 18 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 3.9 กรัม
  • น้ำตาล 2.6 กรัม
  • เส้นใย 1.2 กรัม
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.9 กรัม
  • น้ำ 94.5 กรัม
  • วิตามินเอ 42 ไมโครกรัม 5%
  • เบตาแคโรทีน 449 ไมโครกรัม 4%
  • ลูทีนและซีแซนทีน 123 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี 1 0.037 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 3 0.594 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 6 0.08 มิลลิกรัม 6%
  • วิตามินซี 14 มิลลิกรัม 17%
  • วิตามินอี 0.54 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินเค 7.9 ไมโครกรัม 8%
  • ธาตุแมกนีเซียม 11 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.114 มิลลิกรัม 5%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุโพแทสเซียม 237 มิลลิกรัม 5%
  • ไลโคปีน 2,573 ไมโครกรัม



สินค้าและสั่งซื้อที่ 
https://web.facebook.com/Puritansthailand/
สั่งซื้อ-สอบถาม ไอดีไลน์: @vitaminthailand

คลิกหรือสแกนสอบถามข้อมูลทางไลน์

ชวนแชท 12.00-21.00 น.
หากท่านต้องการสินค้าที่เร็วขึ้น ให้สั่งทางเวปไซต์และแจ้งชำระได้ทันที ยิงQR CODE เพื่อเพิ่ม LINE กรณีที่ท่านสั่งซื้อผ่านเวปไม่ได้สามารถสั่งซื้อผ่านไลน์ หรือไอดีไลน์ @vitaminthailand
ของแท้ จากบริษัท ส่งตรง ส่งไวถึงมือคุณ EMS

************************************

Viral